เพื่อนอันดามัน

You can change this text in the options panel in the admin

There are tons of ways to configure Magazine Premium... The possibilities are endless!

Member Login
Lost your password?

อนุรักษ์ – พัฒนา ก่อนพลับพลึงธารจะสูญพันธุ์

พฤศจิกายน 5, 2012
By

จากกิจกรรมขุดลอกคูคลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ความหวังดีในการแก้ปัญหาหนึ่ง ได้นำไปสู่ปัญหาใหม่และใหญ่อีกปัญหา เมื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่พบต้นพลับลึงธารแห่งเดียวของโลก และมีแนวโน้มที่กำลังลดลงอย่างน่าเป็นห่วง

ปัญหาที่เกิดขึ้นที่พลับพลึงธารนั้น เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของหน่วยงานบางหน่วย ที่สั่งดำเนินการโครงการขุดลอกลำคลอง ทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทางและรุกล้ำพลับพลับธาร อีกกรณีคือปัญหาการลักลอบเก็บหัวพลับพลึงธารไปขาย จนทำให้ปัจจุบันในปี 2555 อาจจะบอกได้ว่า พลับพลึงธารแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่คลองนาคาอีกแล้ว

ทุกๆ ปี ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม พลับพลึงธารจะเบ่งบานออกดอกสวยงาม และจะมีการจัดเทศกาลล่องแพพลับพลึงธาร แต่ในปีนี้กิจกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดไป เนื่องจากปัญหาการลดลงของพลับพลึงธาร
สถานะของพลับพลึงธาร
พลับพลึงธาร (Crinum thaianum) อยู่ในวงพลับพลึง เป็นพืชน้ำเฉพาะถิ่นของประเทศไทย จัดเป็นพืชอวบน้ำ ใบมีลักษณะคลายพลับพลึงและมีความยาวขึ้นอยู่กับระดับน้ำ โดยธรรมชาติหัวมักโผล่ขึ้นเหนือพื้นดินประมาณ 2 ใน 3 เพื่อป้องกันการเน่า มีความสูงของลำต้นตั้งแต่ 60 เซนติเมตร ถึง 2 เมตร ในช่วงฤดูฝนที่น้ำหลากจะมีการทำการผสมเกสร  โดยในแต่ละผลจะมีเมล็ดข้างใน 2 – 4 เมล็ด  และจะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงปลายฤดูฝนหรือต้นฤดูหนาว ประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมของแต่ละปีเท่านั้น ดอกตูมสีขาวมีลักษณะคล้ายหัวหอมชูเหนือน้ำเสมอ เมื่อบานแล้วจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ อันเป็นที่มาของชื่อ “หอมน้ำ” ในบางท้องถิ่นเรียกว่า “ช้องนาง” หรือ “หญ้าช้อง”

พลับพลึงธารพบมากในพื้นที่ จ.ระนอง และพังงา และพบว่าอยู่ในสถานะถูกคุกคามอย่างหนักและใกล้สูญพันธุ์ โดยแหล่งที่พบพลับพลึงธารปัจจุบันที่พบคือ บริเวณลำคลองในเขตอำเภอกะเปอร์, อำเภอสุขสำราญ จ.ระนอง และอ.คุระบุรี, อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แต่เนื่องจากพลับพลึงธาร จะสามามารถเจริญเติบโตได้ในระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวเท่านั้น จึงทำให้จำนวนพลับพลึงธารได้ลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

จากการสำรวจของสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) พบว่าจำนวนพลับพลึงธารลดลงจาก 10.73 ไร่ เหลือเพียง 3.41 ไร่ ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขุดหัวพลับพลึงธาร เพื่อการส่งออกเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการขยายตัวของพื้นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่รับน้ำและกีดขวางทางไหลของน้ำ การทำลายระบบนิเวศน์ของแม่น้ำลำคลอง

ในขณะเดียวกันทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นสมควรกำหนดให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ขั้นตอนที่สำคัญในการประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอน ความสำคัญ ผลดี และผลเสีย ของการเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระนองกำลังดำเนินการ ก่อนที่จะเสนอเพื่อให้มีการออกกฎกกระทรวงในการประกาศให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่อไป โดยเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้ร่วมกับ สนง.นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน ครั้งที่ 2 ในการดำเนินการประกาศให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

เกษตรฯ เตรียมศึกษาเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อขยายพันธุ์ ‘พลับพลึงธาร’
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายวิโรจน์ แสงศิวะฤทธิ์ ปลัดจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่าทางจังหวัดระนอง เตรียมให้ สนง.เกษตรจังหวัดระนอง ศึกษาการเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ “พลับพลึงธาร” แทนวิธีการการขยายพันธุ์โดยใช้หัว เนื่องจากพบว่า ปัจจุบันหัวพลับพลึงธารมีจำนวนลดลง ทั้งยังจะสร้างความเสียหายกับแหล่งอาศัยของพลับพลึงธาร หากนำหัวออกจากพื้นที่ จึงต้องการนำวิธีการเพาะขยายพันธุ์แบบเพาะเนื้อเยื่อมาใช้ ซึ่งหากสามารถทำได้ จะสามารถเพิ่มขยายพันธุ์พลับพลึงธารให้เพิ่มมากขึ้นได้ รวมถึงการหาแหล่งอาศัยใหม่ให้กับพลับพลึงธาร เพื่อที่จะให้เป็นพืชคู่ท้องถิ่นจังหวัดระนองต่อไป

พลับพลึงธาร ป่าแม่วงก์ ดงสักแก่งเสือเต้น คนละเรื่องเดียวกันที่ไม่อาจมองข้าม
สถานการณ์น้ำท่วม 2554 ที่ผ่านมา นำมาซึ่งโครงการน้อยใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ขนาดใหญ่ เล็ก (บางครั้งเรียกอ่างเก็บน้ำ) การขุดลอกคูคลอง ฯลฯ ซึ่งแต่ละโครงการนั้นต่างนำมาซึ่งสิ่งที่ “แลก” ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นความหวังต่อการกระจายพันธุ์สัตว์ป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ป่าสักทองแหล่งไทยของประเทศไทยที่ป่าแม่ยม จ.แพร่ กับโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ถูกเรียกร้องจากนักการเมืองและคนนอกพื้นที่มาโดยตลอด

โครงการทั้งสองมีผลกระทบโดยตรงต่อผืนป่าใหญ่ ซึ่งการสร้างเขื่อนทั้งสองแห่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้จริง (ถึงอย่างนั้นก็มักจะถูกบ่ายเบี่ยงว่าใช้แก้ปัญหาอย่างอื่นแทนที่ไปในท้ายที่สุด) ซ้ำร้ายพื้นที่อันเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนฯ ตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อนที่จะไม่ได้เพียงแค่มีผลกระทบเพียงแค่คนแม่วงก์ คนลาดยาว คนสุโขทัย หรือคนกรุงเทพ และไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทย แต่ยังรวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนกระทั่งของโลก

เรื่องของพลับพลึงธารเองก็เช่นเดียวกัน จากการพยายามแก้ปัญหาหนึ่ง กลับนำไปสู่ปัญหาหนึ่งที่สะเทือนไปถึงระดับโลก เมื่อได้ทราบกันแล้วว่า พลับพพลึงธารนั้นเป็นพืชที่เหลืออยู่ในประเทศไทยเป็นแหล่งเดียวของโลก

ที่น่าตกใจคือในการหารือกันเรื่องพลับพลึงธารยังมีบุคคลระดับผู้นำท้องถิ่นมองว่า พลับพลึงธารเป็นเพียงหญ้ารกๆ ไร้ประโยชน์ ในขณะที่ชาวบ้านธรรมดากลับมองว่าพลับพลึงธารเป็นพืชท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์ไว้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้ในทุกๆ ปี

การแก้ปัญหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งหากมองไม่รอบด้าน ก็จะพบกับปัญหาใหม่ และกลายเป็นเงื่อนปมยากจะแกะไม่รู้จบ

นี่ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือ ที่จะมองการพัฒนาไปพร้อมกับการอนุรักษ์…

ติดตามความเคลื่อนไหวของการอนุรักษ์พลับพลึงธารแห่งสุดท้ายของโลกผ่านทาง Facebook ที่ https://www.facebook.com/CrinumThaianum

ที่มา : http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=949%3Aseubnews&catid=5%3A2009-10-07-10-58-20&Itemid=14

Tags: , ,



คลังภาพ